| Photo Details Trees top view Viewed: 74 | Photo Details Abstract tree Viewed: 70 | Photo Details banana leaf texture Viewed: 59 |
| Photo Details Trees top view Viewed: 46 | Photo Details Sky Clouds sunset Viewed: 42 | Photo Details Water Drop Leaf Viewed: 39 |
| Photo Details Sky Clouds sunset Viewed: 38 | Photo Details tree wood background Viewed: 36 | Photo Details banana leaf texture Viewed: 32 |
| Photo Details Taad tone waterfall Viewed: 32 | Photo Details Tree Branch Silhouette Viewed: 31 | Photo Details Sky Clouds Background Viewed: 29 |
| Photo Details Sunflower Field Viewed: 29 | Photo Details orchid flower , orchid Viewed: 29 | Photo Details Sky Clouds sunset Viewed: 28 |
| Photo Details way to farm Viewed: 28 | Photo Details Sky Clouds sunset Viewed: 27 | Photo Details water drops on leaf Viewed: 27 |
Nature Stock Photos Stock Photography , Download Nature Stock Photos and Nature
|
|
Sunday, December 15, 2013
Landscapes & Nature
Landscapes & Nature
Monday, October 28, 2013
Sunday, October 27, 2013
ข้อมูลท่องเที่ยวเมืองเลย 1
เที่ยวเลย

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทยเพราะ มีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและภูมิประเทศหลากหลายทั้งทุ่ง หญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและหน้าผาชมทิวทัศน์ เส้นทางขึ้นภูกระดึง ทางขึ้นค่อนข้างชันแต่จะมีจุดแวะพักที่ “ซำ” หมายถึง บริเวณที่มีแหล่งน้ำใต้ดินผุดขึ้นมาแต่ละจุดมีเครื่องดื่มและอาหารบริการ
อุทยานแห่งชาติภูเรือ
อยู่ในเขตตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน มีลักษณะแปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือนหัวเรือสำเภาใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาหินทรายและหินแกรนิต สลับกัน สัตว์ป่าที่พบเห็นได้แก่ หมี เก้ง หมาใน ไก่ฟ้าพญาลอ เต่าปูลู สวยงามมาก
ถ้ำมโหฬาร
บ้านหนองหิน ตำบลหนองหิน อยู่ในบริเวณวัดถ้ำมโหฬาร
ถ้ำโพธิสัตว์หรือกุ้ยหลินเมืองไทย
ถ้ำแห่งนี้มีถ้ำเล็กถ้ำน้อยเรียงรายอยู่ใต้ยอดเขาทั้งหมด 15 คูหา แต่ละคูหามีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น เขาวงกต ถ้ำลับแล สวรรค์ชั้นต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหินย้อยรูปร่างสวยงามแปลกตาอีกมากมาย การเข้าชมนั้นควรติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ อบต.ก่อน เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า และการเดินถ้ำวกวนมาก
น้ำตกคริ้ง
อยู่ติดกับถนนสายเหมืองแพร่-ร่มเกล้า บริเวณน้ำตกมีพืชพันธุ์นานาชนิดขึ้นริมฝั่งทำให้ดูมีความอุดมสมบูรณ์ มีก้อนหินเรียงกันเป็นชั้น ๆ ตอนล่างมีอ่างน้ำขนาดใหญ่ มีศาลาพักผ่อนสำหรับผู้มาเยือน
น้ำตกตาดเหือง (น้ำตกไทย-ลาว)
บริเวณบ้านบ่อเหมืองน้อย เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่และสูงมาก เกิดจากลำน้ำเหือง บริเวณรอบ ๆ เป็นป่าทึบที่มีความอุดมสมบูรณ์
น้ำตกธารสวรรค์
น้ำตกแห่งนี้มีความสูงประมาณ 15 เมตร บริเวณน้ำตกมีศาลาสำหรับพักผ่อน ตอนล่างมีก้อนหินน้อยใหญ่เรียงราย มีสาหร่ายและพันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นบริเวณริมฝั่งสองข้างทาง
น้ำตกปลาบ่า หรือ น้ำตกตาดสาน
น้ำตกที่ตกมาจากแผ่นหินขนาดใหญ่ลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างเหมาะสำหรับเล่นน้ำและนั่งพักผ่อนรับประทานอาหาร บริเวณน้ำตกยังไม่มีร้านอาหาร
น้ำตกสวนห้อมหรือน้ำตกสันติธารา
บ้านสวนห้อม การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับสวนหิน แต่อยู่เลยเข้าไปอีกประมาณ 300 เมตร น้ำตกสวนห้อมเป็นน้ำตกขนาดกลาง มองเห็นได้แต่ไกล ไหลตกลงมาเป็นชั้น ๆ บริเวณน้ำตกร่มรื่นเหมาะสำหรับพักผ่อน
น้ำตกเพียงดิน หรือ น้ำตกวิสุทธารา
น้ำตกเพียงดินเป็นน้ำตกขนาดกลาง แต่มีหลายชั้น บางชั้นก็ต้องปีนป่าย บางชั้นก็มีน้ำใสไหลเป็นแอ่ง ลงเล่นน้ำได้ไม่อันตราย บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น เหมาะสำหรับพักผ่อน นั่งรับประทานอาหาร
น้ำตกแก่งสองคอน
เป็นธารน้ำกว้างไหลผ่านก้อนหินใหญ่น้อยมากมายลดหลั่นกันลงมาท่ามกลางต้นไม้ใหญ่เขียวครึ้มทั่วบริเวณ มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน
อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย
สถานที่น่าสนใจ ได้แก่ หินสี่ทิศ อยู่บนภูสันทราย ด้านใต้ เป็นหินทรายใหญ่ 4 ก้อน รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตั้งอยู่กลางป่าดิบ จุดสูงที่สุดและเป็นจุดใจกลางของอุทยานฯเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็น ประเทศลาว
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
ภูหลวงมีความหมายว่าเขาที่สูงใหญ่ หรือหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลกและดินส่วนที่อ่อนพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ ภูหลวงประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2517 มีพื้นที่ประมาณ 560,593 ไร่สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบสูง อากาศเย็นตลอดปี ตั้งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง ฤดูกาลบนภูหลวงมี 3 ฤดูเหมือนพื้นราบแต่ระดับอุณหภูมิต่างกัน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียสจะมีดอกไม้ที่มีสีสันเจิดจ้าสวยงามเช่นเอื้องตาเหิน กล้วยไม้ป่าดอกขาว กุหลาบขาวและกุหลาบแดง ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม อุณหภูมิใกล้เคียงหรือสูงกว่าหน้าร้อนเล็กน้อยจะมีดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ สีชมพูอมม่วงขึ้นแซมตามทุ่งหญ้าและเทียนน้อย ฤดูหนาวอุณหภูมิลดลงมาก เฉลี่ย 0-16 องศาเซลเซียส น่าเที่ยวมาก
แก่งคุดคู้
แก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ในช่วงโค้งของลำน้ำโขงพอดี ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวไหลผ่านแก่ง ในหน้าน้ำ น้ำจะท่วมจนมองไม่เห็นแก่ง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม
ตลาดไม้ดอกไม้ประดับหนองบง
เป็นแหล่งจำหน่ายไม้ดอกเมืองหนาวและไม้ประดับตามฤดูกาลแหล่งใหญ่ที่สุดของภูเรือ
กลุ่มทอผ้าไทเลยแบบก้างปลา
บ้านก้างปลา มีการรวมตัวกันทอผ้าไทเลย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด มีการสาธิตการทอผ้า และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าผืน เสื้อบุรุษ ชุดสตรี ผ้าขาวม้า กระเป๋า เป็นต้น
หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ
บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว เดิมชาวไทดำอพยพมาจากเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
อำเภอเชียงคาน
เป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงสงบเงียบ ในย่านชุมชนยังคงมีห้องแถวไม้ บ้านไม้เก่า แก่ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ เป็นเสน่ห์ที่สุดคลาสสิกของเชียงคาน บางแห่งตกแต่งทำเป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้าสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนแบบสบาย ๆ ใกล้ชิดกับชุมชน
เรียบเรียง โดย เอฟ ฟอร์ด
ข้อมูลอ้างอิง จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
รูปภาพ โดย Esanphoto.com
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทยเพราะ มีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและภูมิประเทศหลากหลายทั้งทุ่ง หญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและหน้าผาชมทิวทัศน์ เส้นทางขึ้นภูกระดึง ทางขึ้นค่อนข้างชันแต่จะมีจุดแวะพักที่ “ซำ” หมายถึง บริเวณที่มีแหล่งน้ำใต้ดินผุดขึ้นมาแต่ละจุดมีเครื่องดื่มและอาหารบริการ
อุทยานแห่งชาติภูเรือ
อยู่ในเขตตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน มีลักษณะแปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือนหัวเรือสำเภาใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาหินทรายและหินแกรนิต สลับกัน สัตว์ป่าที่พบเห็นได้แก่ หมี เก้ง หมาใน ไก่ฟ้าพญาลอ เต่าปูลู สวยงามมาก
ถ้ำมโหฬาร
บ้านหนองหิน ตำบลหนองหิน อยู่ในบริเวณวัดถ้ำมโหฬาร
ถ้ำโพธิสัตว์หรือกุ้ยหลินเมืองไทย
ถ้ำแห่งนี้มีถ้ำเล็กถ้ำน้อยเรียงรายอยู่ใต้ยอดเขาทั้งหมด 15 คูหา แต่ละคูหามีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น เขาวงกต ถ้ำลับแล สวรรค์ชั้นต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหินย้อยรูปร่างสวยงามแปลกตาอีกมากมาย การเข้าชมนั้นควรติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ อบต.ก่อน เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า และการเดินถ้ำวกวนมาก
น้ำตกคริ้ง
อยู่ติดกับถนนสายเหมืองแพร่-ร่มเกล้า บริเวณน้ำตกมีพืชพันธุ์นานาชนิดขึ้นริมฝั่งทำให้ดูมีความอุดมสมบูรณ์ มีก้อนหินเรียงกันเป็นชั้น ๆ ตอนล่างมีอ่างน้ำขนาดใหญ่ มีศาลาพักผ่อนสำหรับผู้มาเยือน
น้ำตกตาดเหือง (น้ำตกไทย-ลาว)
บริเวณบ้านบ่อเหมืองน้อย เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่และสูงมาก เกิดจากลำน้ำเหือง บริเวณรอบ ๆ เป็นป่าทึบที่มีความอุดมสมบูรณ์
น้ำตกธารสวรรค์
น้ำตกแห่งนี้มีความสูงประมาณ 15 เมตร บริเวณน้ำตกมีศาลาสำหรับพักผ่อน ตอนล่างมีก้อนหินน้อยใหญ่เรียงราย มีสาหร่ายและพันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นบริเวณริมฝั่งสองข้างทาง
น้ำตกปลาบ่า หรือ น้ำตกตาดสาน
น้ำตกที่ตกมาจากแผ่นหินขนาดใหญ่ลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างเหมาะสำหรับเล่นน้ำและนั่งพักผ่อนรับประทานอาหาร บริเวณน้ำตกยังไม่มีร้านอาหาร
น้ำตกสวนห้อมหรือน้ำตกสันติธารา
บ้านสวนห้อม การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับสวนหิน แต่อยู่เลยเข้าไปอีกประมาณ 300 เมตร น้ำตกสวนห้อมเป็นน้ำตกขนาดกลาง มองเห็นได้แต่ไกล ไหลตกลงมาเป็นชั้น ๆ บริเวณน้ำตกร่มรื่นเหมาะสำหรับพักผ่อน
น้ำตกเพียงดิน หรือ น้ำตกวิสุทธารา
น้ำตกเพียงดินเป็นน้ำตกขนาดกลาง แต่มีหลายชั้น บางชั้นก็ต้องปีนป่าย บางชั้นก็มีน้ำใสไหลเป็นแอ่ง ลงเล่นน้ำได้ไม่อันตราย บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น เหมาะสำหรับพักผ่อน นั่งรับประทานอาหาร
น้ำตกแก่งสองคอน
เป็นธารน้ำกว้างไหลผ่านก้อนหินใหญ่น้อยมากมายลดหลั่นกันลงมาท่ามกลางต้นไม้ใหญ่เขียวครึ้มทั่วบริเวณ มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน
อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย
สถานที่น่าสนใจ ได้แก่ หินสี่ทิศ อยู่บนภูสันทราย ด้านใต้ เป็นหินทรายใหญ่ 4 ก้อน รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตั้งอยู่กลางป่าดิบ จุดสูงที่สุดและเป็นจุดใจกลางของอุทยานฯเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็น ประเทศลาว
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
ภูหลวงมีความหมายว่าเขาที่สูงใหญ่ หรือหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลกและดินส่วนที่อ่อนพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ ภูหลวงประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2517 มีพื้นที่ประมาณ 560,593 ไร่สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบสูง อากาศเย็นตลอดปี ตั้งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง ฤดูกาลบนภูหลวงมี 3 ฤดูเหมือนพื้นราบแต่ระดับอุณหภูมิต่างกัน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียสจะมีดอกไม้ที่มีสีสันเจิดจ้าสวยงามเช่นเอื้องตาเหิน กล้วยไม้ป่าดอกขาว กุหลาบขาวและกุหลาบแดง ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม อุณหภูมิใกล้เคียงหรือสูงกว่าหน้าร้อนเล็กน้อยจะมีดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ สีชมพูอมม่วงขึ้นแซมตามทุ่งหญ้าและเทียนน้อย ฤดูหนาวอุณหภูมิลดลงมาก เฉลี่ย 0-16 องศาเซลเซียส น่าเที่ยวมาก
แก่งคุดคู้
แก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ในช่วงโค้งของลำน้ำโขงพอดี ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวไหลผ่านแก่ง ในหน้าน้ำ น้ำจะท่วมจนมองไม่เห็นแก่ง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม
ตลาดไม้ดอกไม้ประดับหนองบง
เป็นแหล่งจำหน่ายไม้ดอกเมืองหนาวและไม้ประดับตามฤดูกาลแหล่งใหญ่ที่สุดของภูเรือ
กลุ่มทอผ้าไทเลยแบบก้างปลา
บ้านก้างปลา มีการรวมตัวกันทอผ้าไทเลย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด มีการสาธิตการทอผ้า และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าผืน เสื้อบุรุษ ชุดสตรี ผ้าขาวม้า กระเป๋า เป็นต้น
หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ
บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว เดิมชาวไทดำอพยพมาจากเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
อำเภอเชียงคาน
เป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงสงบเงียบ ในย่านชุมชนยังคงมีห้องแถวไม้ บ้านไม้เก่า แก่ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ เป็นเสน่ห์ที่สุดคลาสสิกของเชียงคาน บางแห่งตกแต่งทำเป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้าสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนแบบสบาย ๆ ใกล้ชิดกับชุมชน
เรียบเรียง โดย เอฟ ฟอร์ด
ข้อมูลอ้างอิง จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
รูปภาพ โดย Esanphoto.com
ข้อมูลท่องเที่ยวเมืองเลย 2
พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน
ห่างจากอำเภอเมือง ๘๒ กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับงานประเพณีบุญ หลวง และการละเล่นผีตาโขน น่าชมมาก
พิพิธภัณฑ์เมืองเลย
เป็นพื้นที่โบราณสถานแห่งชาติ โดยการรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดเลย เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของอดีตและปัจจุบัน
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเลย
ตั้งอยู่ในสถาบันราชภัฏเลย เป็นอาคาร 2 ชั้น รวบรวมและเผยแพร่เรื่องราวทางด้านศาสนา ประเพณี และวิถีชีวิตของชาวเลยในหลาย ๆ ด้าน ภายในตัวอาคารศูนย์วัฒนธรรมมีการจัดแสดงแบ่งเป็น 3 ส่วน น่าสนใจมาก
พระธาตุสัจจะ
ประกอบด้วยดอกบัวบานมีกลีบ 3 ชั้น สูงประมาณ 1 เมตร ตั้งอยู่รอบองค์พระธาตุสัจจะ มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับพระธาตุพนม มีเศวตฉัตร 7 ชั้น ประดิษฐานไว้บนยอดสุดของพระธาตุสัจจะ
พระพุทธบาทถ้ำผาบึ้ง
เป็นโบราณสถานพร้อมกับพระธาตุศรีสองรัก เมื่อ พ.ศ. 2498 เมื่อนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปในถ้ำจะมองเห็นพระพุทธบาทขนาดใหญ่อยู่บนเพดาน ถ้ำ ลวดลายและนิ้วพระบาทไม่ปรากฏเด่นชัด
พระเจดีย์วัดป่าสัมมานุสรณ์
สร้างตามแบบของกรมศิลปากรขนาดฐานองค์พระเจดีย์กว้างยาวด้านละ 25 เมตร สูง 33 เมตร ก่อสร้างด้วยโครงเหล็ก ก่ออิฐถือปูนและเคลือบด้วยกระเบื้องอย่างดี
วนอุทยานภูผาล้อม
ห่างจากตัวเมืองเลยประมาณ 24 กิโลเมตร วนอุทยานแห่งนี้เป็นภูเขาหินปูนสูงชัน ที่มียอดหยักแหลมมากมาย ตั้งโอบล้อมเสมือนเป็นกำแพงตรงกลางเป็นผืนป่าดิบ มีพืชสมุนไพร จุดชมวิว และถ้ำต่าง ๆ ได้แก่ ถ้ำแก้ว ถ้ำผาบ่อง รวมทั้งบ่อน้ำซับ หรือน้ำผุด เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ใจกลางป่า
วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน
เป็นรอยพระพุทธบาทยาวประมาณ 120 เซนติเมตร กว้าง 65 เซนติเมตร ประดิษฐานบนหินลับมีด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อพ.ศ. 2478
เสมาหินทรายวัดบ้านปากแบ่งและบ้านนาหลัก
เป็นเสมาหินปักคู่สองหลัก แบบที่มีคู่สลักนูนขึ้นไปจากยอดเสมา เป็นรูปคล้าย ๆ กับสถูปเท่านั้นโดยไม่มีลวดลายใด ๆ
วัดโพธิ์ชัย
ตำบลนาพึง วัดนี้สันนิษฐานว่าสร้างประมาณปลายกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปองค์แสนที่ประดิษฐานอยู่ในกุฏิเจ้าอาวาสนั้น เป็นพระพุทธรูปโบราณคู่บ้านคู่เมืองมาหลายชั่วอายุคน
ศาลเจ้าพ่อกุดป่องและศาลหลักเมือง
ห่างจากวงเวียนน้ำพุประมาณ 100 เมตร ติดกับสวนสาธารณะกุดป่อง เป็นศาลเก่าแก่ที่ประชาชนเคารพนับถือ สำหรับศาลหลักเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2525 เสาหลักเมืองทำด้วยไม้ราชพฤกษ์ แกะสลักเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑน์ ลงรักปิดทองทั้งองค์ มีความสูง 139 เซนติเมตร
สะพานมิตรภาพน้ำเหือง ไทย-ลาว
บ้านนากระเซ็ง เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเหือง เชื่อมระหว่างไทย – สปป.ลาว สะพานนี้สามารถเดินทางผ่านไชยะบุรี สู่เมืองมรดกโลก คือ หลวงพระบางได้ ระยะทาง 363 กิโลเมตร หรือเดินทางข้ามไปท่องเที่ยวและซื้อสินค้าปลอดภาษี บริเวณร้านค้าใกล้สะพานฝั่ง สปป.ลาวได้
อาคารที่ทำการ ททท. สำนักงานเลย
ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะกุดป่อง ถนนเจริญรัฐ ใกล้กับเทศบาลเมืองเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงประทับแรมมุขแรกชั้นบน คราวเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวจังหวัดเลย เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2498
คำนวนเนิร์สเซอร์รี่
ห่างจากที่ว่าการอำเภอภูเรือ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีไม้ดอกเมืองหนาวและไม้ประดับ โดย เฉพาะพิทูเนียแขวนและคริสต์มาส
สถานีเกษตรที่สูงภูเรือ
ทำหน้าที่ด้านวิชาการในการศึกษาค้นคว้าทดลองไม้ดอกไม้ผลทั้งของเมืองหนาวและ พืชสวนของท้องถิ่นที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศและระบบนิเวศ จากนั้นก็ถ่ายทอดเผยแพร่ผลของการศึกษาวิจัยแก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ
พระธาตุศรีสองรัก
ริมฝั่งแม่น้ำหมัน ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 1 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวจังหวัด 83 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 203 แล้วแยกขวาตรงกิโลเมตรที่ 66 เข้าทางหลวงหมายเลข 2013 อีก 15 กิโลเมตร ถึงอำเภอด่านซ้ายจากนั้นแยกขวาเข้าเส้นทาง 2113 อีก 1 กิโลเมตร
วัดถ้ำผาปู่ หรือ ถ้ำเพียงดิน
ในวัดมีพระธาตุบรรจุอัฐิของหลวงปู่คำดี ปภาโส ผู้ค้นพบวัดแห่งนี้ บริเวณวัดมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ภูเขาหิน มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ และมีหินงอก หินย้อย นอกถ้ำเป็นแหล่งอาศัยของค่างแว่น ชะนี และลิง
วัดท่าแขก
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากอำเภอเชียงคาน 2 กิโลเมตร ก่อนถึงแก่งคุดคู้ ปัจจุบันเป็นวัดธรรมยุติ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูป 3 องค์สกัดจากหินทรายทั้งก้อน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีอายุประมาณ 300 กว่าปี
วัดศรีคุณเมือง
ถนนชายโขง ซอย 7 ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้างดังจะเห็นได้จากโบสถ์ ซึ่งหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา
วัดเนรมิตรวิปัสสนา
อยู่บนเนินเขา ห่างจากพระธาตุศรีสองรักเพียงเล็กน้อย พระอุโบสถและเจดีย์ภายในวัดก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ที่เกิดจากจินตนาการสร้างสรรค์ออกแบบโดยพระและเณร ภายในพระอุโบสถตกแต่งไว้ตามแบบศิลปะส่วนกลาง มีพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธาน และมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ
พระใหญ่ภูคกงิ้ว
พระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์ ตั้งอยู่ที่ภูคกงิ้ว บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาบริเวณปากลำน้ำเหืองจรดกับแม่น้ำโขง
บริษัท ทีเอสเอ จำกัด
บ้านกกโพธิ์ ผลิตไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักต่าง ๆ เพื่อเพาะเมล็ดสำหรับจำหน่าย ภายในบริเวณสามารถเที่ยวชมแปลงไม้ดอกเมืองหนาวนานาพันธุ์ที่สวยงามได้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
ฟาร์มไก่งวงเมืองเลย
อยู่ที่บ้านกอไร่ใหญ่ ตำบลเสี้ยว ห่างจากตัวเมืองเลยประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นฟาร์มไก่งวงของนายสถิตย์ ภักดิ์ศรีแพง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ที่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเลยเลี้ยงไก่งวง เพื่อเป็นรายได้เสริมและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีคำขวัญว่า “คิดถึงไก่งวง คิดถึงเมืองเลย”
สวนส้มสยามภูเรือ
เป็นสวนส้มโชกุนขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่ปลูกนับร้อยไร่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสวนและเลือกซื้อส้มโชกุนที่มีรสชาติหวานอร่อยเป็น ของฝากได้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอภูเรือประมาณ 15 กิโลเมตร
สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯป่าเลิงใหญ่
อำเภอเมือง จ.เลย เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ อยู่ตรงข้ามเทศบาลเมืองเลย มีการจัดสวนไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่รอบสวนสาธารณะติดแม่น้ำเลย นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านสะพานแขวนเข้าไปเที่ยวชมได้
สวนหินผางามหรือ คุณหมิงเมืองเลย
บ้านผางาม หมู่ 10 ตำบลปวนพุ จากอำเภอหนองหินเข้าไปประมาณ 18 กิโลเมตร ภายในสวนหินผางามมีเส้นทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับน่าตื่นเต้นคล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ
สวนเห็ดบ้านภูเรือ
บ้านสานตม ตำบลสานตม เป็นที่เพาะเห็ดหอมและจำหน่ายเห็ดหอมที่มีชื่อแห่งหนึ่งของอำเภอภูเรือ ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านผานาง – ผาเกิ้ง
อำเภอเอราวัณ เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ภายในโครงการทีการทอผ้าไหม เครื่องหัตกรรม และเครื่องครัวที่ผลิตจากไม้ไผ่และไม้สัก โรงเพาะเห็ดหลินจือ เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า
สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน หรือ ซา โต้ เดอ เลย
เป็นสวนองุ่นที่มีพื้นที่นับพันไร่ มีทั้งองุ่นที่รับประทานสดและองุ่นสำหรับผลิตไวน์ นักท่องเที่ยวสามารถขับรถชมภายในสวนได้และบริเวณด้านหน้าเป็นร้านค้าที่ จำหน่ายผลองุ่นสด ผักปลอดสารพิษ
เรียบเรียง โดย เอฟ ฟอร์ด
ข้อมูลอ้างอิง จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
รูปภาพ โดย Esanphoto.com
ห่างจากอำเภอเมือง ๘๒ กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับงานประเพณีบุญ หลวง และการละเล่นผีตาโขน น่าชมมาก
พิพิธภัณฑ์เมืองเลย
เป็นพื้นที่โบราณสถานแห่งชาติ โดยการรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดเลย เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของอดีตและปัจจุบัน
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเลย
ตั้งอยู่ในสถาบันราชภัฏเลย เป็นอาคาร 2 ชั้น รวบรวมและเผยแพร่เรื่องราวทางด้านศาสนา ประเพณี และวิถีชีวิตของชาวเลยในหลาย ๆ ด้าน ภายในตัวอาคารศูนย์วัฒนธรรมมีการจัดแสดงแบ่งเป็น 3 ส่วน น่าสนใจมาก
พระธาตุสัจจะ
ประกอบด้วยดอกบัวบานมีกลีบ 3 ชั้น สูงประมาณ 1 เมตร ตั้งอยู่รอบองค์พระธาตุสัจจะ มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับพระธาตุพนม มีเศวตฉัตร 7 ชั้น ประดิษฐานไว้บนยอดสุดของพระธาตุสัจจะ
พระพุทธบาทถ้ำผาบึ้ง
เป็นโบราณสถานพร้อมกับพระธาตุศรีสองรัก เมื่อ พ.ศ. 2498 เมื่อนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปในถ้ำจะมองเห็นพระพุทธบาทขนาดใหญ่อยู่บนเพดาน ถ้ำ ลวดลายและนิ้วพระบาทไม่ปรากฏเด่นชัด
พระเจดีย์วัดป่าสัมมานุสรณ์
สร้างตามแบบของกรมศิลปากรขนาดฐานองค์พระเจดีย์กว้างยาวด้านละ 25 เมตร สูง 33 เมตร ก่อสร้างด้วยโครงเหล็ก ก่ออิฐถือปูนและเคลือบด้วยกระเบื้องอย่างดี
วนอุทยานภูผาล้อม
ห่างจากตัวเมืองเลยประมาณ 24 กิโลเมตร วนอุทยานแห่งนี้เป็นภูเขาหินปูนสูงชัน ที่มียอดหยักแหลมมากมาย ตั้งโอบล้อมเสมือนเป็นกำแพงตรงกลางเป็นผืนป่าดิบ มีพืชสมุนไพร จุดชมวิว และถ้ำต่าง ๆ ได้แก่ ถ้ำแก้ว ถ้ำผาบ่อง รวมทั้งบ่อน้ำซับ หรือน้ำผุด เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ใจกลางป่า
วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน
เป็นรอยพระพุทธบาทยาวประมาณ 120 เซนติเมตร กว้าง 65 เซนติเมตร ประดิษฐานบนหินลับมีด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อพ.ศ. 2478
เสมาหินทรายวัดบ้านปากแบ่งและบ้านนาหลัก
เป็นเสมาหินปักคู่สองหลัก แบบที่มีคู่สลักนูนขึ้นไปจากยอดเสมา เป็นรูปคล้าย ๆ กับสถูปเท่านั้นโดยไม่มีลวดลายใด ๆ
วัดโพธิ์ชัย
ตำบลนาพึง วัดนี้สันนิษฐานว่าสร้างประมาณปลายกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปองค์แสนที่ประดิษฐานอยู่ในกุฏิเจ้าอาวาสนั้น เป็นพระพุทธรูปโบราณคู่บ้านคู่เมืองมาหลายชั่วอายุคน
ศาลเจ้าพ่อกุดป่องและศาลหลักเมือง
ห่างจากวงเวียนน้ำพุประมาณ 100 เมตร ติดกับสวนสาธารณะกุดป่อง เป็นศาลเก่าแก่ที่ประชาชนเคารพนับถือ สำหรับศาลหลักเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2525 เสาหลักเมืองทำด้วยไม้ราชพฤกษ์ แกะสลักเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑน์ ลงรักปิดทองทั้งองค์ มีความสูง 139 เซนติเมตร
สะพานมิตรภาพน้ำเหือง ไทย-ลาว
บ้านนากระเซ็ง เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเหือง เชื่อมระหว่างไทย – สปป.ลาว สะพานนี้สามารถเดินทางผ่านไชยะบุรี สู่เมืองมรดกโลก คือ หลวงพระบางได้ ระยะทาง 363 กิโลเมตร หรือเดินทางข้ามไปท่องเที่ยวและซื้อสินค้าปลอดภาษี บริเวณร้านค้าใกล้สะพานฝั่ง สปป.ลาวได้
อาคารที่ทำการ ททท. สำนักงานเลย
ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะกุดป่อง ถนนเจริญรัฐ ใกล้กับเทศบาลเมืองเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงประทับแรมมุขแรกชั้นบน คราวเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวจังหวัดเลย เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2498
คำนวนเนิร์สเซอร์รี่
ห่างจากที่ว่าการอำเภอภูเรือ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีไม้ดอกเมืองหนาวและไม้ประดับ โดย เฉพาะพิทูเนียแขวนและคริสต์มาส
สถานีเกษตรที่สูงภูเรือ
ทำหน้าที่ด้านวิชาการในการศึกษาค้นคว้าทดลองไม้ดอกไม้ผลทั้งของเมืองหนาวและ พืชสวนของท้องถิ่นที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศและระบบนิเวศ จากนั้นก็ถ่ายทอดเผยแพร่ผลของการศึกษาวิจัยแก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ
พระธาตุศรีสองรัก
ริมฝั่งแม่น้ำหมัน ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 1 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวจังหวัด 83 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 203 แล้วแยกขวาตรงกิโลเมตรที่ 66 เข้าทางหลวงหมายเลข 2013 อีก 15 กิโลเมตร ถึงอำเภอด่านซ้ายจากนั้นแยกขวาเข้าเส้นทาง 2113 อีก 1 กิโลเมตร
วัดถ้ำผาปู่ หรือ ถ้ำเพียงดิน
ในวัดมีพระธาตุบรรจุอัฐิของหลวงปู่คำดี ปภาโส ผู้ค้นพบวัดแห่งนี้ บริเวณวัดมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ภูเขาหิน มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ และมีหินงอก หินย้อย นอกถ้ำเป็นแหล่งอาศัยของค่างแว่น ชะนี และลิง
วัดท่าแขก
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากอำเภอเชียงคาน 2 กิโลเมตร ก่อนถึงแก่งคุดคู้ ปัจจุบันเป็นวัดธรรมยุติ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูป 3 องค์สกัดจากหินทรายทั้งก้อน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีอายุประมาณ 300 กว่าปี
วัดศรีคุณเมือง
ถนนชายโขง ซอย 7 ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้างดังจะเห็นได้จากโบสถ์ ซึ่งหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา
วัดเนรมิตรวิปัสสนา
อยู่บนเนินเขา ห่างจากพระธาตุศรีสองรักเพียงเล็กน้อย พระอุโบสถและเจดีย์ภายในวัดก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ที่เกิดจากจินตนาการสร้างสรรค์ออกแบบโดยพระและเณร ภายในพระอุโบสถตกแต่งไว้ตามแบบศิลปะส่วนกลาง มีพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธาน และมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ
พระใหญ่ภูคกงิ้ว
พระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์ ตั้งอยู่ที่ภูคกงิ้ว บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาบริเวณปากลำน้ำเหืองจรดกับแม่น้ำโขง
บริษัท ทีเอสเอ จำกัด
บ้านกกโพธิ์ ผลิตไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักต่าง ๆ เพื่อเพาะเมล็ดสำหรับจำหน่าย ภายในบริเวณสามารถเที่ยวชมแปลงไม้ดอกเมืองหนาวนานาพันธุ์ที่สวยงามได้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
ฟาร์มไก่งวงเมืองเลย
อยู่ที่บ้านกอไร่ใหญ่ ตำบลเสี้ยว ห่างจากตัวเมืองเลยประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นฟาร์มไก่งวงของนายสถิตย์ ภักดิ์ศรีแพง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ที่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเลยเลี้ยงไก่งวง เพื่อเป็นรายได้เสริมและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีคำขวัญว่า “คิดถึงไก่งวง คิดถึงเมืองเลย”
สวนส้มสยามภูเรือ
เป็นสวนส้มโชกุนขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่ปลูกนับร้อยไร่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสวนและเลือกซื้อส้มโชกุนที่มีรสชาติหวานอร่อยเป็น ของฝากได้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอภูเรือประมาณ 15 กิโลเมตร
สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯป่าเลิงใหญ่
อำเภอเมือง จ.เลย เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ อยู่ตรงข้ามเทศบาลเมืองเลย มีการจัดสวนไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่รอบสวนสาธารณะติดแม่น้ำเลย นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านสะพานแขวนเข้าไปเที่ยวชมได้
สวนหินผางามหรือ คุณหมิงเมืองเลย
บ้านผางาม หมู่ 10 ตำบลปวนพุ จากอำเภอหนองหินเข้าไปประมาณ 18 กิโลเมตร ภายในสวนหินผางามมีเส้นทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับน่าตื่นเต้นคล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ
สวนเห็ดบ้านภูเรือ
บ้านสานตม ตำบลสานตม เป็นที่เพาะเห็ดหอมและจำหน่ายเห็ดหอมที่มีชื่อแห่งหนึ่งของอำเภอภูเรือ ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านผานาง – ผาเกิ้ง
อำเภอเอราวัณ เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ภายในโครงการทีการทอผ้าไหม เครื่องหัตกรรม และเครื่องครัวที่ผลิตจากไม้ไผ่และไม้สัก โรงเพาะเห็ดหลินจือ เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า
สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน หรือ ซา โต้ เดอ เลย
เป็นสวนองุ่นที่มีพื้นที่นับพันไร่ มีทั้งองุ่นที่รับประทานสดและองุ่นสำหรับผลิตไวน์ นักท่องเที่ยวสามารถขับรถชมภายในสวนได้และบริเวณด้านหน้าเป็นร้านค้าที่ จำหน่ายผลองุ่นสด ผักปลอดสารพิษ
เรียบเรียง โดย เอฟ ฟอร์ด
ข้อมูลอ้างอิง จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
รูปภาพ โดย Esanphoto.com
ไปเที่ยวมาเล่า Unseen เมืองอุบลราชธานี
Unseen เมืองอุบลราชธานี
หลังจากได้เดินทางไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวต่างๆของเมืองดอกบัวงาม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เขียนก็ได้รวบรวมเอาแหล่งท่องเที่ยวแบบอันซีนๆ ที่ใครมาเยือนอุบลฯแล้วต้องไม่พลาดด้วย ความแปลก ความประหลาดและความสวยงามของธรรมชาติ ได้รังสรรคสิ่งต่างๆ ทำให้ผู้คนได้ชื่นชมได้สัมผัสและในอุบลฯก็มีแหล่งแบบนั้นหลายแห่งด้วยกันน่ะ ครับ แห่งแรก คือ

แก่งสองคอน สามพันโบก
คนทั่วไปก็จะเรียกกันว่า สามพันโบก ตั้งอยู่บริเวณบ้านสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร เป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลากซึ่งเกิดจากแรงน้ำวนกัดเซาะ กลายเป็นแอ่งมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3,000 โบก โบก หรือ แอ่งหมาย ถึงบ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขงและคำว่า“โบก”เป็นภาษาของลาวที่มักนิยม เรียกกัน และจะปรากฏให้เห็นในช่วงฤดูแล้งที่น้ำแห้งขอด แก่งหินดังกล่าวก็จะโผล่พ้นน้ำกลายเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติสุดอลังการ กลางลำน้ำโขง ที่สวยงามแปลกตาจนชาวบ้านเรียกว่าแกรนแคนยอนน้ำโขง ซึ่งจะสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ได้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม-พฤษภาคม ทางเข้าของแกรนแคนยอนแม่น้ำโขง มีหินสวยงามลักษณะคล้ายหัวสุนัข ช่วงที่ผู้เขียนได้ไปเป็นช่วงเดือน พฤษภาคมแล้ว ถือว่าเป็นฤดูแล้งใกล้ๆฤดูฝน มีฝนตกลงมาบ้างแล้วทำให้เกิดการผสมผสานความแห้งความแล้งและความเขียวขจี เริ่มเข้ามาน่ะครับ แต่ยังสามารถมองเห็นหาดทราย แก่งหินอย่างสวยงาม ตอนนี้เวลาบ่ายสามโมงกว่าๆ แดดเริ่มจะตก หรือ เรามักจะเรียกว่า แดดร่มลมตก น่ะครับ ก็ว่ากันไป มาชมความสวยงามต่อน่ะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นจากสามพันโบก ก็คือ รูปร่าง รูปทรง ของหินที่มีรูปร่างลักษณะที่แปลกแตกต่าง ตามจินตนาการของแต่ละบุคคล เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้เขียนยอมรับให้เป็นอันซีนได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย น่ะครับ แห่งที่สอง ที่จะแนะนำ คือ

น้ำตกแสงจันทร์ หรือ น้ำตกลงรู
หลังจากไปเที่ยวสามพันโบกมาแล้วน่ะครับ แห่งที่สองก็ต้องอันซีนอีกแห่งครับ ช่วงที่ผู้เขียนไปเยือนอยู่ในช่วงต้นฤดูฝน น้ำตกจะค่อนข้างมีน้ำเยอะ จะไม่เหมือนช่วงหน้าแล้ง ที่น้ำจะน้อยหรือไม่มีเลยก็ได้ ช่วงเวลาที่น่าเที่ยวคือช่วงหน้าฝนน่ะครับ เพราะน้ำจะไหลลงรูได้เต็มๆ แล้วอันซีนอยู่ตรงที่น้ำที่ไหลลงมากระทบแอ่งน้ำด้านล่างจะเป็นรูปหัวใจ ซึ่งแปลกอันซีนมากๆ แต่ต้องน้ำเยอะๆหน่อยน่ะครับถึงจะได้เห็นปรากฎการณ์ ต้องยกให้เป็นอันซีนอีกแห่งครับ สำหรับแห่งที่สาม ที่ผู้เขียนจะแนะนำก็คือ

เถาวัลย์ยักษ์ น้ำตกทุ่งนาเมือง
เป็นอีกอันซีนที่พลาดไม่ได้ครับ เที่ยวได้ทั้งปีครับ สำหรับเถาวัลย์ยักษ์อายุไม่ต่ำกว่า 300ปี แล้วที่อีนซีนคือ สามารถดำรงคงอยู่ได้จนมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ถือว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา แบบว่าธรรมชาติแต่ไม่ธรรมดาเลยน่ะครับ ถ้ามาช่วงฤดูฝนจะสวยมากๆครับ เพราะจะได้เห็นน้ำตกทุ่งนาเมือง ซึ่งอยู่ด้านล่างของเถาวัลย์ยักษ์ ถ้าน้ำเยอะๆเต็มๆ เป็นน้ำตกที่สวยงามมาก ผู้เขียนก็ได้ไปเยือนหน้าฝนน่ะครับ ก็เลยได้สัมผัสความสวยงาม ความแปลก ความประหลาด อันซีนแน่นอนครับ สำหรับอันซีนแห่งที่สี่
ถ้ำมืด
เป็นถ้ำที่มีความลึกประมาณ 1 กม. และมีความกว้างสามารถบรรจุคนได้ประมาณ 1,000 คน เป็นถ้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโขงและการไหลบ่าของน้ำจากภูเขา ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปแกะสลัก เรียงรายกันมากมาย แสดงว่าคงจะเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาก่อน ตั้งอยู่ที่บ้านซะซอม ตามทางหลวงหมายเลข 2112 เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านทุ่งนาเมือง ประมาณ15 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 6 เมตร เป็นการรังสรรค์ของธรรมชาติอีกแห่ง อันซีนมากครับ สำหรับแห่งที่ห้าน่ะครับ

น้ำตกห้วยหลวง หรือ น้ำตกบักเตว
เป็นอีกที่สำหรับผู้เขียวให้เป็นอันซีน เนื่องความสวยงาม ความแปลก ความประหลาด ซึ่งมีอยู่ที่น้ำตกห้วยหลวง อุทยานแห่งชาติ ภูจองนายอย น่ะครับ เป็นน้ำตกที่มีหาดทรายขาวเหมือนอยู่ทะเล ยังไงยังงั้นเลยน่ะครับ ทรายขาวแล้วแถมมีผีเสื้อบินว่อนเต็มไปหมด ช่วงที่น่าเที่ยวก้ปลายฝนต้นหนาวน่ะครับ มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้มากมาย แล้วที่สำคัญบริเวณน้ำตกมีฝูงปลาเป็นหมื่นๆ แสนๆตัว ว่ายวนเวียนไปมา น้ำใสเหมือนน้ำทะเล สวยงามมากครับ ผู้เขียนต้องยกให้เป็นอันซีนอีกแห่งแน่นอนครับ สำหรับแห่งสุดท้ายที่จะนำเสนอ

เก้าพันโบก
เก้าพันโบก (9,000 โบก) เป็นที่เที่ยวแห่งใหม่ อยู่บริเวณใกล้ๆกับน้ำตกสร้อยสวรรค์ ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม เป็นคนละที่กับสามพันโบก เส้นทางท่องเที่ยวไปเก้าพันโบกแห่งใหม่นี้จะต้องล่องเรือจากบริเวณหาดวิจิต รา
บ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม เนื่องจากรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ จะเดินทางได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น ใช้เวลานั่งเรือเป็นระยะทาง กว่า 6 กิโลเมตรตลอดเส้นทางการล่องเรือจะได้ชมธรรมชาติและการผจญภัยเนื่องจากลำน้ำ โขงจะมีวังน้ำวนเป็นช่วงๆ ตลอดเส้นทางที่ล่องเรือผ่าน จะประทับใจกับทัศนียภาพริมสองฝั่งแม่น้ำโขงของฝั่งไทย และ ฝั่งลาว มีเทือกเขาและหน้าผาสูงและป่าไม้ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของทั้ง 2 ฝั่งโขงที่เรือแล่นผ่าน ตลอดระยะทางที่ผ่านจะมีโขดหิน น้อยใหญ่ ที่มีลักษณะแปลกตา ตลอดการเดินทาง จะเห็นหน้าผาหินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผาหินแนวเดียวกันกับผาแต้ม โดยจุดที่มีความสวยงามเป็นบริเวณแก่งหินขนาดใหญ่ กลางลำแม่น้ำโขงของฝั่งไทย อยู่ห่างจากน้ำตกสร้อยสวรรค์ประมาณ 2 กิโลเมตร มีความสวยงามของธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวที่ริมฝั่งโขง ซึ่งหาดูได้ยาก ผู้เขียนต้องยกให้เป็นอันซีนอีกแห่งอย่างไม่ต้องสงสัยเลยน่ะครับ
สำหรับวันนี้ผู้เขียนก็ขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวอันซีนของเมืองอุบลฯไว้ 6 แห่งน่ะครับ แต่อีกไม่นานผู้เขียนเชื่อว่าจะไม่ใช่แค่เพียง 6 แห่งของอันซีนเมืองอุบลฯแน่นอน คงจะมีอีกหลายๆแห่ง ที่รอการเปิดเผยและสัมผัสต่อๆไปน่ะครับ
“ แหล่ง อันซีน ไม่ไป บ่ ฮู้ เด้ คร้าบบบ”
เรียบเรียง โดย เอฟ ฟอร์ด
ข้อมูลอ้างอิง จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
รูปภาพ โดย Esanphoto.com
หลังจากได้เดินทางไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวต่างๆของเมืองดอกบัวงาม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เขียนก็ได้รวบรวมเอาแหล่งท่องเที่ยวแบบอันซีนๆ ที่ใครมาเยือนอุบลฯแล้วต้องไม่พลาดด้วย ความแปลก ความประหลาดและความสวยงามของธรรมชาติ ได้รังสรรคสิ่งต่างๆ ทำให้ผู้คนได้ชื่นชมได้สัมผัสและในอุบลฯก็มีแหล่งแบบนั้นหลายแห่งด้วยกันน่ะ ครับ แห่งแรก คือ
แก่งสองคอน สามพันโบก
คนทั่วไปก็จะเรียกกันว่า สามพันโบก ตั้งอยู่บริเวณบ้านสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร เป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลากซึ่งเกิดจากแรงน้ำวนกัดเซาะ กลายเป็นแอ่งมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3,000 โบก โบก หรือ แอ่งหมาย ถึงบ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขงและคำว่า“โบก”เป็นภาษาของลาวที่มักนิยม เรียกกัน และจะปรากฏให้เห็นในช่วงฤดูแล้งที่น้ำแห้งขอด แก่งหินดังกล่าวก็จะโผล่พ้นน้ำกลายเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติสุดอลังการ กลางลำน้ำโขง ที่สวยงามแปลกตาจนชาวบ้านเรียกว่าแกรนแคนยอนน้ำโขง ซึ่งจะสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ได้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม-พฤษภาคม ทางเข้าของแกรนแคนยอนแม่น้ำโขง มีหินสวยงามลักษณะคล้ายหัวสุนัข ช่วงที่ผู้เขียนได้ไปเป็นช่วงเดือน พฤษภาคมแล้ว ถือว่าเป็นฤดูแล้งใกล้ๆฤดูฝน มีฝนตกลงมาบ้างแล้วทำให้เกิดการผสมผสานความแห้งความแล้งและความเขียวขจี เริ่มเข้ามาน่ะครับ แต่ยังสามารถมองเห็นหาดทราย แก่งหินอย่างสวยงาม ตอนนี้เวลาบ่ายสามโมงกว่าๆ แดดเริ่มจะตก หรือ เรามักจะเรียกว่า แดดร่มลมตก น่ะครับ ก็ว่ากันไป มาชมความสวยงามต่อน่ะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นจากสามพันโบก ก็คือ รูปร่าง รูปทรง ของหินที่มีรูปร่างลักษณะที่แปลกแตกต่าง ตามจินตนาการของแต่ละบุคคล เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้เขียนยอมรับให้เป็นอันซีนได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย น่ะครับ แห่งที่สอง ที่จะแนะนำ คือ
น้ำตกแสงจันทร์ หรือ น้ำตกลงรู
หลังจากไปเที่ยวสามพันโบกมาแล้วน่ะครับ แห่งที่สองก็ต้องอันซีนอีกแห่งครับ ช่วงที่ผู้เขียนไปเยือนอยู่ในช่วงต้นฤดูฝน น้ำตกจะค่อนข้างมีน้ำเยอะ จะไม่เหมือนช่วงหน้าแล้ง ที่น้ำจะน้อยหรือไม่มีเลยก็ได้ ช่วงเวลาที่น่าเที่ยวคือช่วงหน้าฝนน่ะครับ เพราะน้ำจะไหลลงรูได้เต็มๆ แล้วอันซีนอยู่ตรงที่น้ำที่ไหลลงมากระทบแอ่งน้ำด้านล่างจะเป็นรูปหัวใจ ซึ่งแปลกอันซีนมากๆ แต่ต้องน้ำเยอะๆหน่อยน่ะครับถึงจะได้เห็นปรากฎการณ์ ต้องยกให้เป็นอันซีนอีกแห่งครับ สำหรับแห่งที่สาม ที่ผู้เขียนจะแนะนำก็คือ
เถาวัลย์ยักษ์ น้ำตกทุ่งนาเมือง
เป็นอีกอันซีนที่พลาดไม่ได้ครับ เที่ยวได้ทั้งปีครับ สำหรับเถาวัลย์ยักษ์อายุไม่ต่ำกว่า 300ปี แล้วที่อีนซีนคือ สามารถดำรงคงอยู่ได้จนมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ถือว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา แบบว่าธรรมชาติแต่ไม่ธรรมดาเลยน่ะครับ ถ้ามาช่วงฤดูฝนจะสวยมากๆครับ เพราะจะได้เห็นน้ำตกทุ่งนาเมือง ซึ่งอยู่ด้านล่างของเถาวัลย์ยักษ์ ถ้าน้ำเยอะๆเต็มๆ เป็นน้ำตกที่สวยงามมาก ผู้เขียนก็ได้ไปเยือนหน้าฝนน่ะครับ ก็เลยได้สัมผัสความสวยงาม ความแปลก ความประหลาด อันซีนแน่นอนครับ สำหรับอันซีนแห่งที่สี่
ถ้ำมืด
เป็นถ้ำที่มีความลึกประมาณ 1 กม. และมีความกว้างสามารถบรรจุคนได้ประมาณ 1,000 คน เป็นถ้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโขงและการไหลบ่าของน้ำจากภูเขา ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปแกะสลัก เรียงรายกันมากมาย แสดงว่าคงจะเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาก่อน ตั้งอยู่ที่บ้านซะซอม ตามทางหลวงหมายเลข 2112 เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านทุ่งนาเมือง ประมาณ15 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 6 เมตร เป็นการรังสรรค์ของธรรมชาติอีกแห่ง อันซีนมากครับ สำหรับแห่งที่ห้าน่ะครับ
น้ำตกห้วยหลวง หรือ น้ำตกบักเตว
เป็นอีกที่สำหรับผู้เขียวให้เป็นอันซีน เนื่องความสวยงาม ความแปลก ความประหลาด ซึ่งมีอยู่ที่น้ำตกห้วยหลวง อุทยานแห่งชาติ ภูจองนายอย น่ะครับ เป็นน้ำตกที่มีหาดทรายขาวเหมือนอยู่ทะเล ยังไงยังงั้นเลยน่ะครับ ทรายขาวแล้วแถมมีผีเสื้อบินว่อนเต็มไปหมด ช่วงที่น่าเที่ยวก้ปลายฝนต้นหนาวน่ะครับ มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้มากมาย แล้วที่สำคัญบริเวณน้ำตกมีฝูงปลาเป็นหมื่นๆ แสนๆตัว ว่ายวนเวียนไปมา น้ำใสเหมือนน้ำทะเล สวยงามมากครับ ผู้เขียนต้องยกให้เป็นอันซีนอีกแห่งแน่นอนครับ สำหรับแห่งสุดท้ายที่จะนำเสนอ
เก้าพันโบก
เก้าพันโบก (9,000 โบก) เป็นที่เที่ยวแห่งใหม่ อยู่บริเวณใกล้ๆกับน้ำตกสร้อยสวรรค์ ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม เป็นคนละที่กับสามพันโบก เส้นทางท่องเที่ยวไปเก้าพันโบกแห่งใหม่นี้จะต้องล่องเรือจากบริเวณหาดวิจิต รา
บ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม เนื่องจากรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ จะเดินทางได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น ใช้เวลานั่งเรือเป็นระยะทาง กว่า 6 กิโลเมตรตลอดเส้นทางการล่องเรือจะได้ชมธรรมชาติและการผจญภัยเนื่องจากลำน้ำ โขงจะมีวังน้ำวนเป็นช่วงๆ ตลอดเส้นทางที่ล่องเรือผ่าน จะประทับใจกับทัศนียภาพริมสองฝั่งแม่น้ำโขงของฝั่งไทย และ ฝั่งลาว มีเทือกเขาและหน้าผาสูงและป่าไม้ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของทั้ง 2 ฝั่งโขงที่เรือแล่นผ่าน ตลอดระยะทางที่ผ่านจะมีโขดหิน น้อยใหญ่ ที่มีลักษณะแปลกตา ตลอดการเดินทาง จะเห็นหน้าผาหินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผาหินแนวเดียวกันกับผาแต้ม โดยจุดที่มีความสวยงามเป็นบริเวณแก่งหินขนาดใหญ่ กลางลำแม่น้ำโขงของฝั่งไทย อยู่ห่างจากน้ำตกสร้อยสวรรค์ประมาณ 2 กิโลเมตร มีความสวยงามของธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวที่ริมฝั่งโขง ซึ่งหาดูได้ยาก ผู้เขียนต้องยกให้เป็นอันซีนอีกแห่งอย่างไม่ต้องสงสัยเลยน่ะครับ
สำหรับวันนี้ผู้เขียนก็ขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวอันซีนของเมืองอุบลฯไว้ 6 แห่งน่ะครับ แต่อีกไม่นานผู้เขียนเชื่อว่าจะไม่ใช่แค่เพียง 6 แห่งของอันซีนเมืองอุบลฯแน่นอน คงจะมีอีกหลายๆแห่ง ที่รอการเปิดเผยและสัมผัสต่อๆไปน่ะครับ
“ แหล่ง อันซีน ไม่ไป บ่ ฮู้ เด้ คร้าบบบ”
เรียบเรียง โดย เอฟ ฟอร์ด
ข้อมูลอ้างอิง จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
รูปภาพ โดย Esanphoto.com
การส่อนขวัญ หรือ พิธีช้อนขวัญของชาวอีสาน
พิธีช้อนขวัญของชาวอีสาน
เมื่อเราประสบเรื่องราวร้ายแรงไม่ว่าจะเป็น รถชนหรือเจ็บไข้ได้ป่วย การรักษาที่เราจะได้รับคือการรักษาทางกาย โดยจะทำการ รักษาโดยแพทย์ หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการรักษาหลักๆที่เราจะได้รับเมื่อเราประสบเรื่องร้ายแรงดังกล่าว และนอกจากการรักษาทาง กายที่มีความสำคัญแล้วยังมีการรักษาทางจิตใจที่มีความสำคัญไม่แพ้การรักษา ทางกาย ในแต่ละที่แต่ละแห่งจะมีการรักษาทางใจแตกต่างกันไป แล้วแต่ประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อของตน ว่าจะมีการรักษาทางจิตใจกันแบบใด
พิธีช้อนขวัญก็เป็นพิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยทางใจของชาวอีสาน ที่ทำแล้วก็สืบทอดกันมายาวนาน ตั่งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ไม่ ค่อยมีให้เห็นเด่นชัดเหมือนแต่ก่อนมากนัก แต่ก็ยังปรากฎให้เห็นบ้างตามชนบทที่มีความเชื่อในเรื่องนี้
พิธีช้อนขวัญจะทำขึ้นในยามที่มีคนได้รับความเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ เช่น รถชน ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ชาวอีสานมีความเชื่อ ว่าเมื่อบุคคลใดประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บไข้ได้ป่วยจะทำให้ตกใจ ผวา ทำให้ขวัญหนี หรือเมื่อหายป่วยแล้วจะมีอาการซึมเซา ไม่สดชื่นแจ่มใส เหมือนคนปกติ ชาวอีสานก็จะมีการทำพิธีช้อนขวัญ โดยผู้เฒ่าผู้แก่จะทำพิธีนี้เพื่อช้อนขวัญคนป่วยให้กลับคืนสู่ร่างกายของผู้ ป่วย เพื่อให้มี อาการดีขึ้น ชาวอีสานบางคนกล่าวว่า หากไม่ไม่ทำพิธีช้อนขวัญคนป่วยกลับคืนมา อาการของผู้ป่วยจะหนักมากกว่าเดิม แม้อาการทางร่างกายจะ ดีขึ้นแต่อาการทางจิตใจของผู้ป่วยจะทรุดหนักลงกว่าเดิม
สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการทำพิธีก็จะมี สวิง ใช้ในการช้อนขวัญ หมากพลู บุหรี่ ข้าวเหนียวหนึ่งปั้น จะนำไปให้ผี ไข่ไก่ ที่ต้มสุกหนึ่งฟอง ฝ้ายใช้สำหรับผูกแขน ของหวานและดอกไม้ ซึ่งบางคนอาจจะไม่เอา
ขั้นตอนการทำพิธีช้อนขวัญ ก็จะนำหมากพลู บุหรี่ ไข่ไก่ ข้าว ฝ้าย ใส่ลงไปในสวิง จากนั้นนำไปยังผู้ป่วย โดยให้ผู้หญิงกลางคนขึ้นไปทำการ ช้อนขวัญ บางคนก็บอกว่าต้องมีผู้ชายถือมีดอยู่ด้านหน้าผู้ช้อน บางคนก็บอกว่าไม่มีก็ได้ บางคนก็บอกว่าต้องมีแต่ผู้หญิงล้วน ล้อมอยูด้าน หน้าเพื่อทำการไล่ขวัญให้เข้าสวิง
ขณะทำกาข้อนครั้งที่หนึ่งผู้ช้อนจะพูดว่า “ มาเด้อขวัญเอ้ย “ ช้อนครั้งที่สองจะพูดว่า “ มาเด้อขวัญเอ้ย “ พอมาถึงครั้งที่สาม คนล้อมจะพูดว่า “ เข้าหรือยัง “ คนช้อนก็จะตอบว่า “ เข้าแล้ว “ จากนั้นก็จะมีคนมารวบสวิงแล้วนำผ้ามาคลุมแล้วนำกลับบ้านของผู้ป่วย พอมาถึงบ้านคนที่นั่ง รออยู่ที่บ้านก็จะถามว่า “ มาไหม “ คนที่ถือสวิงอยู่ก็จะตอบว่า “ มาแล้ว “ จากนั้นก็จะขึ้นไปหาผู้ป่วยแล้วนำเอาสวิงโดยเอา ตรงก้นที่รวบ ไว้แตะลงไปที่หัวใจของคนป่วย เสร็จแล้วนำ หมากพลู ไข่ ข้าวออกจากสวิง โดยนำเอาหมากพลู ไข่ ข้าว ใส่ลงไปในมือผู้ป่วย เอาฝ้ายผูกแขนผู้ป่วย โดยให้คนที่๔อสวิงหรือนำขวัญมาผูกก่อน จากนั้นก็เรียงตามอาวุโส โดยจะอวยพรให้คนป่วยหายและประสบแต่สิ่งดีๆ จากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี
บางครั้งจะมีการปลอกไข่เพื่อเสี่ยงทาย หากไข่ที่ปลอกออกมามีสภาพปกติก็ถือว่าผู้ป่วยจะหายจากอาการเจ็บป่วย แต่ถ้าหากว่า ถ้าปลอกไข่ออก มาแล้วไข่ไม่ปกติก็จะทำนายว่าผู้ป่วยอาจจะไม่หาย
จะเห็นว่าการทำพิธีช้อนขวัญ จะเป็นการรักษาทางด้านจิตใจมากกว่าการรักษาทางร่างกาย หากเรามีจิตใจที่ดีแข้มแข็งแล้ว โรคร้ายก็ จะบุกมาทำร้ายเราได้ไม่สะดวกนัก และจะทำให้การรักษาทางร่างกายทำได้ง่ายและได้ผลยิ่งขึ้น ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายใดๆก็ตาม การรักษาทางจิตใจจึงเป็นการรักษาที่มีความสำคัญ จงรักษาจิตใจของท่านให้เข้มแข็งไว้….
เมื่อเราประสบเรื่องราวร้ายแรงไม่ว่าจะเป็น รถชนหรือเจ็บไข้ได้ป่วย การรักษาที่เราจะได้รับคือการรักษาทางกาย โดยจะทำการ รักษาโดยแพทย์ หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการรักษาหลักๆที่เราจะได้รับเมื่อเราประสบเรื่องร้ายแรงดังกล่าว และนอกจากการรักษาทาง กายที่มีความสำคัญแล้วยังมีการรักษาทางจิตใจที่มีความสำคัญไม่แพ้การรักษา ทางกาย ในแต่ละที่แต่ละแห่งจะมีการรักษาทางใจแตกต่างกันไป แล้วแต่ประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อของตน ว่าจะมีการรักษาทางจิตใจกันแบบใด
พิธีช้อนขวัญก็เป็นพิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยทางใจของชาวอีสาน ที่ทำแล้วก็สืบทอดกันมายาวนาน ตั่งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ไม่ ค่อยมีให้เห็นเด่นชัดเหมือนแต่ก่อนมากนัก แต่ก็ยังปรากฎให้เห็นบ้างตามชนบทที่มีความเชื่อในเรื่องนี้
พิธีช้อนขวัญจะทำขึ้นในยามที่มีคนได้รับความเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ เช่น รถชน ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ชาวอีสานมีความเชื่อ ว่าเมื่อบุคคลใดประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บไข้ได้ป่วยจะทำให้ตกใจ ผวา ทำให้ขวัญหนี หรือเมื่อหายป่วยแล้วจะมีอาการซึมเซา ไม่สดชื่นแจ่มใส เหมือนคนปกติ ชาวอีสานก็จะมีการทำพิธีช้อนขวัญ โดยผู้เฒ่าผู้แก่จะทำพิธีนี้เพื่อช้อนขวัญคนป่วยให้กลับคืนสู่ร่างกายของผู้ ป่วย เพื่อให้มี อาการดีขึ้น ชาวอีสานบางคนกล่าวว่า หากไม่ไม่ทำพิธีช้อนขวัญคนป่วยกลับคืนมา อาการของผู้ป่วยจะหนักมากกว่าเดิม แม้อาการทางร่างกายจะ ดีขึ้นแต่อาการทางจิตใจของผู้ป่วยจะทรุดหนักลงกว่าเดิม
สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการทำพิธีก็จะมี สวิง ใช้ในการช้อนขวัญ หมากพลู บุหรี่ ข้าวเหนียวหนึ่งปั้น จะนำไปให้ผี ไข่ไก่ ที่ต้มสุกหนึ่งฟอง ฝ้ายใช้สำหรับผูกแขน ของหวานและดอกไม้ ซึ่งบางคนอาจจะไม่เอา
ขั้นตอนการทำพิธีช้อนขวัญ ก็จะนำหมากพลู บุหรี่ ไข่ไก่ ข้าว ฝ้าย ใส่ลงไปในสวิง จากนั้นนำไปยังผู้ป่วย โดยให้ผู้หญิงกลางคนขึ้นไปทำการ ช้อนขวัญ บางคนก็บอกว่าต้องมีผู้ชายถือมีดอยู่ด้านหน้าผู้ช้อน บางคนก็บอกว่าไม่มีก็ได้ บางคนก็บอกว่าต้องมีแต่ผู้หญิงล้วน ล้อมอยูด้าน หน้าเพื่อทำการไล่ขวัญให้เข้าสวิง
ขณะทำกาข้อนครั้งที่หนึ่งผู้ช้อนจะพูดว่า “ มาเด้อขวัญเอ้ย “ ช้อนครั้งที่สองจะพูดว่า “ มาเด้อขวัญเอ้ย “ พอมาถึงครั้งที่สาม คนล้อมจะพูดว่า “ เข้าหรือยัง “ คนช้อนก็จะตอบว่า “ เข้าแล้ว “ จากนั้นก็จะมีคนมารวบสวิงแล้วนำผ้ามาคลุมแล้วนำกลับบ้านของผู้ป่วย พอมาถึงบ้านคนที่นั่ง รออยู่ที่บ้านก็จะถามว่า “ มาไหม “ คนที่ถือสวิงอยู่ก็จะตอบว่า “ มาแล้ว “ จากนั้นก็จะขึ้นไปหาผู้ป่วยแล้วนำเอาสวิงโดยเอา ตรงก้นที่รวบ ไว้แตะลงไปที่หัวใจของคนป่วย เสร็จแล้วนำ หมากพลู ไข่ ข้าวออกจากสวิง โดยนำเอาหมากพลู ไข่ ข้าว ใส่ลงไปในมือผู้ป่วย เอาฝ้ายผูกแขนผู้ป่วย โดยให้คนที่๔อสวิงหรือนำขวัญมาผูกก่อน จากนั้นก็เรียงตามอาวุโส โดยจะอวยพรให้คนป่วยหายและประสบแต่สิ่งดีๆ จากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี
บางครั้งจะมีการปลอกไข่เพื่อเสี่ยงทาย หากไข่ที่ปลอกออกมามีสภาพปกติก็ถือว่าผู้ป่วยจะหายจากอาการเจ็บป่วย แต่ถ้าหากว่า ถ้าปลอกไข่ออก มาแล้วไข่ไม่ปกติก็จะทำนายว่าผู้ป่วยอาจจะไม่หาย
จะเห็นว่าการทำพิธีช้อนขวัญ จะเป็นการรักษาทางด้านจิตใจมากกว่าการรักษาทางร่างกาย หากเรามีจิตใจที่ดีแข้มแข็งแล้ว โรคร้ายก็ จะบุกมาทำร้ายเราได้ไม่สะดวกนัก และจะทำให้การรักษาทางร่างกายทำได้ง่ายและได้ผลยิ่งขึ้น ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายใดๆก็ตาม การรักษาทางจิตใจจึงเป็นการรักษาที่มีความสำคัญ จงรักษาจิตใจของท่านให้เข้มแข็งไว้….
งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาเมืองอุบล
งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาเมืองอุบล
ถ้าใครเอ่ยถึงงานแห่เทียนหรือเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาแล้ว ต้องนึกถึงจังหวัดอุบลราชธานี เพราะงานแห่เทียนพรรษาของเมืองอุบล มีชื่อเสียงเป็นที่ รู้จักของทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ทุก ๆปีจะมีนักท่องเดินทางมายลโฉมความงาม ความยิ่งใหญ่ของต้นเทียนที่ได้ทำอย่างงดงามและสวยงามเป็นที่ประทับตาประทับ ใจของนักท่องเที่ยว

งานแห่เทียนพรรษาเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธ ที่ได้กระทำมาแต่ครั้งพุทธกาล เหตุที่ทำให้เกิดประเพณีเพราะสมัยก่อน มีภิกษุได้เดินไปเหยียบย่ำข้าวกล้าในนาของชาวบ้านทำให้ได้รับความเดืออดร้อน
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาติให้ภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาที่วัดเป็นเวลา 3 เดือนคือในช่วงวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปด ถึงวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือน 11 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านพอดีในช่วงเข้าพรรษานี้ประชาชน จะนำเทียนไปถวายพระภิกษุเพราะเชื่อว่าจะทำให้ตนเฮลียวแลาดมีไหวพริบปฏิภาณ ประดุจขี้ผึ้งที่ใช้ทำเทียนที่ได้จากรังผึ้ง
ส่วนความเป็นมาของเทศกาลแห่เทียนของชาวเมืองอุบลนั้น แต่ก่อนไม่ได้แห่เทียนเหมือนในปัจจุบัน แต่จะทำการฟั่นเทียน ยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชาในช่วงจำพรรษา นอกจากเทียนแล้วยังมีน้ำมัน เครื่องไทยทาน และผ้าอาบน้ำฝนพอมาถึงสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองอุบล ครั้งหนึ่งได้มีการแห่บั้งไฟและได้เกิดเรื่องมีการตีกันทำให้มีคนเสียชีวิต จึงทำให้ถูกเลิกการแห่บั้งไฟ และได้เปลี่ยนมาเป็นการแห่เทียนแทน
การแห่เทียนในยุคแรกๆชาวบ้านจะร่วมบริจาคเทียน แล้วนำเทียนมามัดติดกับลำไม้ไผ่ติดกระดาษเงินสีทองตัดลายฟันปลามาติดปิดรอย ต่อ เสร็จแล้วนำต้นเทียนมัดติดกับปิ๊บน้ำมันก๊าด โดยใช้เกวียนหรือล้อเลื่อนลากจูง และมีขบวนฟ้อนรำด้วยต่อมาได้มีการหล่อดอกจากผ้าพิมพ์แล้วมีการประยุกต์ ประดับฐานต้นเทียนด้วยรูปแกะสลักสัตว์ ลายไม้ฉลุทำให้ต้นเทียนดูสวยงามมากยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นประชาชนก็เห็นความสำคัญประเพณีแห่เทียนมากขึ้น จังหวัดก็ได้ส่งเสริมให้เป็นงานประจำปีในช่วงนั้นมีการประกวดต้นเทียน 2 ประเภท คือ ประเภทมัดเทียนรวมกันแล้วติดกระดาษสี กับประเภทพิมพ์ลายติดลำต้น การทำต้นเทียนก็ได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนมาถึงการแกะสลักลงบนต้นเทียนโดยตรง ซึ่งเป็นการแกะที่ต้องอาศัยฝีมือเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาประเพณีแห่เทียนพรรษาจึงได้จดการประกวด3 ประเภท โดยเพิ่มประเภทแกะสลักลงบนต้นเทียนลงไป
งานประเพณีแห่เทียนพรรษาได้รับการส่งเสริมจากทางจังหวัดมากขึ้น จนทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุนให้เป็นงานประเพณีระดับชาติ ทำให้งานแห่เทียนพรรษาเมืองอุบลเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างประเทศ เดินทางมาเที่ยวกันมากมายในแต่ละปี
ถ้าใครเอ่ยถึงงานแห่เทียนหรือเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาแล้ว ต้องนึกถึงจังหวัดอุบลราชธานี เพราะงานแห่เทียนพรรษาของเมืองอุบล มีชื่อเสียงเป็นที่ รู้จักของทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ทุก ๆปีจะมีนักท่องเดินทางมายลโฉมความงาม ความยิ่งใหญ่ของต้นเทียนที่ได้ทำอย่างงดงามและสวยงามเป็นที่ประทับตาประทับ ใจของนักท่องเที่ยว
งานแห่เทียนพรรษาเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธ ที่ได้กระทำมาแต่ครั้งพุทธกาล เหตุที่ทำให้เกิดประเพณีเพราะสมัยก่อน มีภิกษุได้เดินไปเหยียบย่ำข้าวกล้าในนาของชาวบ้านทำให้ได้รับความเดืออดร้อน
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาติให้ภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาที่วัดเป็นเวลา 3 เดือนคือในช่วงวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปด ถึงวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือน 11 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านพอดีในช่วงเข้าพรรษานี้ประชาชน จะนำเทียนไปถวายพระภิกษุเพราะเชื่อว่าจะทำให้ตนเฮลียวแลาดมีไหวพริบปฏิภาณ ประดุจขี้ผึ้งที่ใช้ทำเทียนที่ได้จากรังผึ้ง
ส่วนความเป็นมาของเทศกาลแห่เทียนของชาวเมืองอุบลนั้น แต่ก่อนไม่ได้แห่เทียนเหมือนในปัจจุบัน แต่จะทำการฟั่นเทียน ยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชาในช่วงจำพรรษา นอกจากเทียนแล้วยังมีน้ำมัน เครื่องไทยทาน และผ้าอาบน้ำฝนพอมาถึงสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองอุบล ครั้งหนึ่งได้มีการแห่บั้งไฟและได้เกิดเรื่องมีการตีกันทำให้มีคนเสียชีวิต จึงทำให้ถูกเลิกการแห่บั้งไฟ และได้เปลี่ยนมาเป็นการแห่เทียนแทน
การแห่เทียนในยุคแรกๆชาวบ้านจะร่วมบริจาคเทียน แล้วนำเทียนมามัดติดกับลำไม้ไผ่ติดกระดาษเงินสีทองตัดลายฟันปลามาติดปิดรอย ต่อ เสร็จแล้วนำต้นเทียนมัดติดกับปิ๊บน้ำมันก๊าด โดยใช้เกวียนหรือล้อเลื่อนลากจูง และมีขบวนฟ้อนรำด้วยต่อมาได้มีการหล่อดอกจากผ้าพิมพ์แล้วมีการประยุกต์ ประดับฐานต้นเทียนด้วยรูปแกะสลักสัตว์ ลายไม้ฉลุทำให้ต้นเทียนดูสวยงามมากยิ่งขึ้น
หลังจากนั้นประชาชนก็เห็นความสำคัญประเพณีแห่เทียนมากขึ้น จังหวัดก็ได้ส่งเสริมให้เป็นงานประจำปีในช่วงนั้นมีการประกวดต้นเทียน 2 ประเภท คือ ประเภทมัดเทียนรวมกันแล้วติดกระดาษสี กับประเภทพิมพ์ลายติดลำต้น การทำต้นเทียนก็ได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนมาถึงการแกะสลักลงบนต้นเทียนโดยตรง ซึ่งเป็นการแกะที่ต้องอาศัยฝีมือเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาประเพณีแห่เทียนพรรษาจึงได้จดการประกวด3 ประเภท โดยเพิ่มประเภทแกะสลักลงบนต้นเทียนลงไป
งานประเพณีแห่เทียนพรรษาได้รับการส่งเสริมจากทางจังหวัดมากขึ้น จนทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุนให้เป็นงานประเพณีระดับชาติ ทำให้งานแห่เทียนพรรษาเมืองอุบลเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างประเทศ เดินทางมาเที่ยวกันมากมายในแต่ละปี
Subscribe to:
Posts (Atom)